วันจันทร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2560

เรื่องที่ 4 พระบรมราโชวาทและหลักการทรงงาน

เรื่องที่ 4 พระบรมราโชวาทและหลักการทรงงาน





พระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสพระราชทานแก่องค์กรคณะบุคคลต่างๆ
พิมพ์
อีเมล
“การใช้จ่ายอย่างประหยัดนั้น จะเป็นหลักประกันความสมบูรณ์พูนสุขของผู้ประหยัดเอง 
และครอบครัวช่วยป้องกันความขาดแคลนในวันข้างหน้า การประหยัดดังกล่าวนี้จะมีผลดีไม่เฉพาะแก่ผู้ที่ประหยัดเท่านั้น 
ยังเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติด้วย”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๐๒
line_th
“ถ้าทำงานด้วยความตั้งใจที่จะให้เกิดผลอันยิ่งใหญ่ คือความเป็นปึกแผ่นของประเทศชาติ 
ด้วยความสุจริตและด้วยความรู้ความสามารถด้วยจริงใจ ไม่นึกถึงเงินทองหรือนึกถึงผลประโยชน์ใดๆ 
ก็เป็นการทำหน้าที่โดยตรงและได้ทำหน้าที่โดยเต็มที่”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ ศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๑
line_th
“ถ้าทุกคนสนใจในความรักประเทศชาติ รักษาความดีเอาไว้ ไม่ต้องไปตามอย่างในสิ่งที่เราเห็นว่าไม่น่า
ที่จะเจริญไม่น่าจะพัฒนา เราต้องรักษาแนวทางความคิดตามที่เรามีอยู่ 
แม้จะเป็นสิ่งที่ตกทอดมาแต่โบราณกาลจากปู่ย่าตายายของเรา แต่เป็นระเบียบการหรือเป็นวิธีการที่ดี จะไม่ล้าสมัย”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ๑๓ มีนาคม ๒๕๑๔
line_th
“ชาติบ้านเมืองประกอบด้วยนานาสถาบัน อันเปรียบได้กับอวัยวะทั้งปวง ที่ประกอบกันขึ้นเป็นชีวิตร่างกาย 
ชีวิตร่างกายดำรงอยู่ได้ เพราะอวัยวะใหญ่น้อยทำงานเป็นปรกติพร้อมกันอย่างไร 
ชาติบ้านเมืองก็ดำรงอยู่ได้เพราะสถาบันต่าง ๆ ตั้งมั่นและปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยพร้อมมูลอย่างนั้น”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ตำรวจ
และอาสาสมัครพลเรือนในพิธีตรวจพลสวนสนาม ในงานพระราชพิธีรัชดาภิเษก ๘ มิถุนายน ๒๕๑๔
line_th
“ชาติบ้านเมือง คือ ชีวิต เลือดเนื้อ และสมบัติของเราทุกคน และการดำรงรักษาชาติประเทศนั้น 
มิใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่าย ทุกๆคน 
ที่จะต้องร่วมมือกระทำ พร้อมกันไปโดยสอดคล้องเกื้อกูลกัน”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีตรวจพลสวนสนาม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีรัชดาภิเษก ๘ มิถุนายน ๒๕๑๔
line_th
“การมีเสรีภาพนั้น เป็นของที่ดีอย่างยิ่ง แต่เมื่อจะใช้ จำเป็นต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามความรับผิดชอบ
มิให้ล่วงละเมิดเสรีภาพของผู้อื่นที่เขามีอยู่เท่าเทียมกัน ทั้งมิให้กระทบกระเทือนถึงสวัสดิภาพและความเป็นปกติสุข
ของส่วนร่วมด้วย”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ๙ กรกฎาคม ๒๕๑๔
line_th
“ความรู้ในวิชาการ เป็นสิ่งหนึ่งที่จะทำให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ และทำให้เป็นคนที่มีเกียรติ เป็นคนที่สามารถ 
เป็นคนที่มีความพอใจได้ในตัวว่า ทำประโยชน์แก่ตนเองและแก่ส่วนรวม นอกจากวิชาความรู้ 
ก็จะต้องฝึกฝนในสิ่งที่ตัวต้องปฏิบัติให้สอดคล้องกับสังคม สอดคล้องกับสมัยและสอดคล้องกับศีลธรรมที่ดีงาม 
ถ้าได้ทั้งวิชาการ ทั้งความรู้รอบตัว และความรู้ในชีวิต ก็จะทำให้เป็นคนที่ครบคน ที่จะภูมิใจได้”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเนื่องในโอกาสวันปิดภาคเรียนของโรงเรียนจิตรลดา ๒๕ มีนาคม ๒๕๑๕
line_th
“จิตใจและความประพฤติที่สะอาดและมีระเบียบ เป็นรากฐานสำคัญของชีวิตจิตใจทั้งความประพฤติดังนั้นใช่จะเกิดมีขึ้นเองได้ 
หากแต่จำเป็นต้องฝึกหัดอบรมและสนับสนุนส่งเสริมกันอย่างจริงจังสม่ำเสมอ นับตั้งแต่บุคคลเกิด 
ดังที่มนุษย์ไม่ว่าชาติใดภาษาใด ได้เฝ้าพยายามกระทำสืบต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย ทั้งเพื่อให้สามารถรักษาตัวและมีความสุข 
ความสำเร็จในการครองชีวิต ทั้งให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ ด้วยความผาสุกสงบ”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเพื่อเชิญไปอ่านในพิธีเปิดการสัมมนาของสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย
เรื่อง การพัฒนาสังคมในด้านศีลธรรมและจิตใจ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๖
line_th
“ความสามัคคีนั้น อาจหมายความถึงเห็นชอบเห็นพ้องกันโดยไม่แย้งกัน ความจริงงานทุกอย่างหรือการอยู่ 
เป็นสังคมย่อมต้องมีความขัดแย้งกัน ความคิดต่างกัน ซึ่งไม่เสียหาย แต่อยู่ที่จิตใจของเรา ถ้าเราใช้หลักวิชา
และความปรองดองด้วยการใช้ปัญญา การแย้งต่าง ๆ ย่อมเป็นประโยชน์ หากมีรากฐานของความคิดอย่างเดียวกัน 
รากฐานของความคิดนั้นคือ แต่ละคนจะต้องทำให้บ้านเมืองมีความมีความเป็นปึกแผ่น”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพรเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้เข้าเฝ้าฯ มีพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ฯ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๑๗
line_th
“ความเข้มแข็งในจิตใจนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่จะต้องฝึกฝนแต่เล็กเพราะว่าต่อไป ถ้ามีชีวิตที่ลำบาก ไปประสบอุปสรรคใดๆ 
ถ้าไม่มีความเข้มแข็ง ไม่มีความรู้ ไม่มีทางที่จะผ่านอุปสรรคนั้นได้ เพราะว่าถ้าไม่เจออุปสรรคอะไร 
ก็ไม่มีอะไรที่จะมาช่วยเราได้แต่ถ้ามีความรู้ มีอัธยาศัยที่ดี และมีความเข้มแข็ง ในกาย ในใจ 
ก็สามารถที่จะผ่านพ้นอุปสรรคต่างๆ นั้นได้”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะครูและนักเรียนโรงเรียนราชวินิต
๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๘
line_th
“สามัคคี คือการเห็นแก่บ้านเมือง และช่วยกันทุกวิธีทาง เพื่อที่จะสร้างบ้านเมืองให้เข้มแข็ง ด้วยการเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน 
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตแย่งตรงไปตรงมา นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมนั้นคือความมั่นคงของบ้านเมือง”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีประดับยศนายตำรวจชั้นนายพล ๑๕ มกราคม ๒๕๑๙
line_th
“คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ จะต้องอยู่เป็นหมู่คณะ และถ้าหมู่คณะนั้นมีความสามัคคี คือเห็นอกเห็นใจ
ซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือในทุกเมื่อ ช่วยกันคิดว่าสิ่งใดควร สิ่งใดไม่สมควร สิ่งใดที่จะทำให้นำมาสู่ความเจริญ
ความมั่นคง ความสุขก็ทำ สิ่งใดที่นำมาซึ่งหายนะหรือเสียหายก็เว้น และช่วยกันปฏิบัติทั้งหน้าที่ทางกายทั้งหน้าที่ทางใจ”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพิธีพระราชทานธงประจำรุ่นลูกเสือชาวบ้าน จังหวัดสระบุรี
๑๖ เมษายน ๒๕๑๙
line_th
“ความเจริญของคนทั้งหลาย ย่อมเกิดมาจากประพฤติชอบและการหาเลี้ยงชีพชอบ เป็นหลักสำคัญ 
ผู้ที่จะสามารถประพฤติชอบและหาเลี้ยงชีพชอบได้ด้วยนั้น ย่อมจะมีทั้งวิชาความรู้ ทั้งหลักธรรมทางศาสนา 
เพราะสิ่งแรกเป็นปัจจัยสำหรับใช้กระทำการทำงาน สิ่งหลังเป็นปัจจัยสำหรับส่งเสริมความประพฤติ 
และการปฏิบัติงานให้ชอบคือให้ถูกต้องและเป็นธรรม”
พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ครูโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลาม
๔ จังหวัดภาคใต้ จังหวัดปัตตานี ๒๔ สิงหาคม ๒๕๑๙
line_th


หลักการทรงงาน

๑. ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และราษฎรในพื้นที่ ให้ได้รายละเอียดที่ถูกต้อง
๒. ระเบิดจากข้างใน
สร้างความเข้มแข็งให้คนในชุมชนที่จะเข้าไปพัฒนา ให้มีสภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน
๓. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก
มองปัญหาในภาพรวม แต่การแก้ปัญหาจะเริ่มจากจุดเล็กๆคือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม
๔. ทำตามลำดับขั้น
การพัฒนาให้เริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นที่สุดของประชาชนก่อน ได้แก่ สาธารณสุข ต่อไปจึงเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และสิ่งจำเป็นสำหรับประกอบอาชีพ
๕. ภูมิสังคม
การพัฒนาใดๆ ต้องคำนึงถึงภูมิประเทศของบริเวณนั้น เช่น ดิน, น้ำ, ป่า, เขา ฯลฯ และสังคมวิทยา เช่น นิสัยใจคอของผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น
๖. องค์รวม
คิดอย่างองค์รวม หรือมองอย่างครบวงจร มองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยง
๗. ไม่ติดตำรา
การทำงานมีลักษณะที่อนุโลม รอมชอมกับสภาพธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สภาพสังคม จิตวิทยาของชุมชน ไม่ผูกมัดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย
๘. ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด
แก้ไขปัญหาด้วยความประหยัด เรียบง่าย ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่น และประยุกต์ใช้สิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ
๙. ทำให้ง่าย
ทำสิ่งยากให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
๑๐. การมีส่วนร่วม
เปิดโอกาสให้สาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับ ได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชน หรือความต้องการของสาธารณชน
๑๑. ประโยชน์ส่วนรวม
การให้เพื่อส่วนรวมนั้น ไม่ได้ให้เพื่อส่วนรวมอย่างเดียว แต่เป็นการให้เพื่อตนเอง สามารถมีส่วนรวมหรือสังคมที่จะอาศัยอยู่ได้
๑๒. บริการที่จุดเดียว
ศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นต้นแบบการบริหารรวมที่จุดเดียว เพื่อประชาชนที่จะมาใช้บริการ ได้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยมีหน่วยงานส่วนราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการ ณ ที่แห่งเดียว
๑๓. ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ
หากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ปัญหาป่าเสื่อมโทรม พระราชทานพระราชดำริการปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก(ต้นไม้) ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ
๑๔. ใช้อธรรมปราบอธรรม
นำกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักและแนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงสภาวะที่ไม่ปกติให้เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การใช้ผักตบชวาบำบัดน้ำเสียโดยดูดซึมสิ่งสกปรกปนเปื้อนในน้ำ
๑๕. ปลูกป่าในใจคน
การที่จะพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมา จะต้องปลูกจิตสำนึกให้คนรักป่าเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดิน และรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง
๑๖. ขาดทุนคือกำไร
การเสียคือการให้ หลักการคือ "การให้" และ "การเสียสละ" เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือ ความอยู่ดีมีสุขของราษฎร
๑๗. การพึ่งตนเอง
การพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้นด้วยการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนแข็งแรงพอที่จะดำรงชีวิตได้ต่อไป ขั้นต่อไปก็คือ การพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตามสภาพแวดล้อม และสามารถ "พึ่งตนเองได้" ในที่สุด
๑๘. พออยู่พอกิน
ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่มีความยากลำบากให้สามารถอยู่ได้อย่าง "พออยู่พอกิน" เสียก่อนแล้วจึงค่อยขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป
๑๙. เศรษฐกิจพอเพียง
เป็นแนวทางการดำเนินชีวิต เพื่อสร้างความเข็มแข็งหรือภูมิคุ้มกันทุกด้านซึ่งจะสามารถอยู่ได้อย่างสมดุล ในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง ปรัชญานี้สามารถประยุกต์ใช้ทั้งระดับบุคคล องค์กร ชุมชน
๒๐. ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน
ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธ์ใจ แม้จะมีความรู้น้อย ก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้มากกว่าผู้ที่มีความรู้มาก แต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความบริสุทธ์ใจ
๒๑. ทำงานอย่างมีความสุข
ทำงานโดยคำนึงถึงความสุขที่เกิดจากการได้ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น
๒๒. ความเพียร
จากตัวอย่างบทพระราชนิพนธ์พระมหาชนก พระมหาชนกเพียรว่ายน้ำอยู่ ๗ วัน ๗ คืน แม้จะมองไม่เห็นฝั่งแต่ยังคงว่ายต่อไป ไม่จมลง จนกลายเป็นอาหารของปลา และได้รับความช่วยเหลือจนถึงฝั่งได้ในที่สุด
๒๓. รู้-รัก-สามัคคี
รู : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา
รัก : เมื่อเรารู้ครบด้วยกระบวนการแล้ว จะต้องเห็นคุณค่า เกิดศรัทธา เกิดความรักที่จะเข้าไปลงมือปฏิบัติแก้ปัญหานั้นๆ
สามัคคี : เมื่อถึงขั้นลงมือปฏิบัติต้องคำนึงเสมอว่าเราทำคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน สามัคคีกันเป็นหมู่คณะ จึงจะเกิดพลังในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงด้วย
คัดลอกแนวทางทรงงานของพระองค์ท่าน จากงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติปี ๒๕๕๒ เพื่อขอน้อมรับไว้เป็นแนวทางในทางปฏิบัติหน้าที่การงาน ด้วยความเทิดทูนต่อพระองค์ทานตลอดไป..

เรื่องที่ 3 การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

การเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์

C11417570-8
พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขของประเทศ ทรงปกครองประชาชนและแผ่นดินไทยให้ได้รับความ
ร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา ทรงเป็นมิ่งขวัญและเป็นศูนย์รวมความสามัคคีของประชาชนชาวไทยทั้งชาติ
พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงทำประโยชน์ให้แก่ประเทศไทยเป็นอเนกประการ ในยามศึกสงครามเป็น
ผู้นำในการต่อสู้อธิราชศัตรูของแผ่นดิน ในยามสงบก็ทรงทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎร์ให้อยู่เย็นเป็นสุข
นอกจากนั้นยังเป็นองค์ศาสนูปถัมภกทุกศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติไทย
ประชาชนคนไทยมีความรักและภาคภูมิใจในองค์พระมหากษัตริย์ จึงถวายความเคารพสักการะและ
จงรักภักดีต่อพระองค์ท่าน นอกจากนั้นบรรดาพระบรมวงศานุวงศ์หลายพระองค์ไดบำเพ็ญประโยชน์แก่ราษฎร
เป็นการดำเนินตามรอยพระยุคลบาท ยังความผาสุกให้แก่ประชาชนเป็นอย่างมาก
ด้วยพระเกียรติคุณที่ได้กล่าวมานี้ โรงเรียนจึงควรจัดกิจกรรมเทิดพระเกียรติเพื่อปลูกฝังความ
จงรักภักดีและช่วยกันรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป
ประโยชน์ของการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์
1. ความรักและภาคภูมิใจในสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลของชาติ
2. เพื่อให้เกิดความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ
3. เพื่อเทิดพระเกียรติและช่วยกันปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์

เรื่องที่ 2 การยึดมั่นในศาสนา

การปฏิบัติตนที่เเสดงออกถึงการยึดมั่นในศาสนา

           ชาติไทยให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา คนไทยจึงสามารถเลือกนับถือศาสนาที่ตนเชื่อมั่นศรัทธา ทั้งพระพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนา และศาสนาอื่นๆ ด้วยเห็นว่าศาสนามีส่วนช่วยสร้างสรรค์วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี อันเป็นแบบแผนการประพฤติปฏิบัติที่ดีงาม ศาสนาเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจ ช่วยหล่อหลอมให้คนไทยมีอัตลักษณ์เป็ฯหนึ่งเดียวและประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีของชาติบ้านเมือง เราเป็นคนไทยจึงควรปฏิบัติตนที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในศาสนา
          ศาสนาทุกศาสนามุ่งสอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว มีเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รักใคร่ปรองดองสามัคคีกัน ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน แม้ว่าหลักคำสอนของแต่ละศาสนาจะมีความแตกต่างกัน แต่หากทุกคนในสังคมยึดมั่นและปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือแล้วย่อมทำให้เกิดสันติสุขขึ้นในสังคม  ซึ่งการปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาอย่างสม่ำเสมอก็จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคม การปฏิบัติตนที่แสดงออกถึงการยึดมั่นในศาสนาสามารถทำได้ดังนี้
         1.ศึกษาหาความรู้หลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในหลักคำสอน ศาสนาแต่ละศาสนามีหลักคำสอนที่แตกต่างกันไป เช่น

ตัวอย่างหลักคำสอนของศาสนา
1.พระพุทธศาสนา
2.คริสต์ศาสนา
3.ศาสนาอิสลาม
4.ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
สังคหวัตถุ ๔
     -การช่วยเหลือสงเคราะห์คนอื่น
     - การพูดจาไพเราะอ่อนหวาน
      - การบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์
      - การวางตนให้เหมาะสม
    บัญญัติ ๑๐ ประการเช่น
      - อย่ามีพระเจ้าอื่นต่อหน้าเรา
       - อย่าออกนามพระเจ้าโดยไร้สาระ
      - จงนับถือบิดามารดา
       -อย่าฆ่าคน
       - อย่าลักทรัพย์
     หลักศรัทธา  
      - ศรัทธาในพระเจ้า
      - ศรัทธาในมลาอีกะห์
      - ศรัทธาในพระคัมภีร์ทั้งหลาย
      - ศรัทธาในศาสนทูต
      - ศรัทธาในพิพากษา
       - ศรัทธาในกำหนดสภาวการณ์                
    หลักธรรม๑๐ประการ เช่น
     - ความมั่นคง ความกล้า
     - ความอดกลั้นความอดทน
    -การรู้จักข่มใจ
    - การไม่ลักขโมย

    โอวาท๓
      - การละเว้นความชั่ว
     - การทำความดี
     -การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส
หลักความรักที่มีให้
    เมตตา มีความ
เห็นอกเห็นใจ
และให้อภัยกัน
     หลักปฏิบัติ
     - การละหมาด
      - การปฏิญาณตน
     - การถือศีลอด
     - การจ่ายซะกาต
      - การบำเพ็ญฮัจญ์
     หลักอาศรม๔
     - วัยเริ่มต้น
     - วัยฝึกงาน
     - วัยครองเรือน
     - วัยละกิเลส

         2.ปฏิบัติตามหลักคำสอนของศานาที่ตนนับถืออย่างสม่ำเสมอ  โดยนำหลักคำสอนที่ได้ศึกษาเรียนรู้มาปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมกับวัยและโอกาส  จะช่วยให้ดำเนินชีวิตเป็นไปอย่างสงบสุข และช่วยส่งเสริมให้จิตใจของผู้ปฏิบัติเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนามากยิ่งขึ้น
        3.เผยแผ่และปกป้องคุ้มครองศาสนาที่ตนนับถือ โดยสามารถนำหลักคำสอนในศาสนาของตนไปเผยแผ่ให้คนอื่นเข้าใจได้  และเมื่อเห็นคนอื่นทำลายศาสนาที่ตนนับถือสามารถปกป้องว่ากล่าวตักเตือน หรือแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบเพื่อดำเนินการต่อไป
       4.เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ทางศาสนาที่ตนนับถือ แต่ละศาสนาจะมีพิธีกรรมและกิจกรรมทางศาสนามากมาย เช่น

- การทำบุญตักบาตร
- การรักษาศีล
- การถวายสังฆทาน
- การทอดผ้าป่า
- การทอดกฐิน
- พิธีศีลมหาสนิท
- พิธีสารภาพบาป
- พิธีศีลจุ่ม
- พิธีศีลกำลัง
- พิธีเจิมครั้งสุดท้าย
- การละหมาด
- การถือศีลอด
- การบำเพ็ญฮัจญ์
- การทำบุญอุทิศให้บรรพบุรุษและวิญญาณผู้ตาย
- การบูชาเทพเจ้า

พระพุทธศาสนา
คริสต์ศาสนา
ศาสนาอิสลาม
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
             เรานับถือศาสนาอะไรก็ควรจะหาโอกาสเข้าร่วมและมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมทางศานานั้นๆ  อย่างเหมาะสม ซึ่งการแสดงออกถึงการยึดมั่นในศาสนาที่ตนนับถือจะช่วยให้ศาสนาที่เรานับถือดำรงอยู่และเผยแผ่ต่อไปอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความมีวินัยในตนเอง ในเรื่องความใฝ่เรียนรู้และการตั้งใจปฏิบัติธรรม

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 รักชาติ ยึดมั่นในศาสนา และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องที่1 ความรักชาติ

 
 ความรักชาติ
ความรัก ความสำนึก และภาคภูมิใจในความเป็นไทย
 
          ความรักชาติ  หมายถึง  มีความรัก  ความสำนึก  และภาค
ภูมิใจในความเป็นไทย  นิยมไทย  มีความผูกพันหวงแหนในมาตุภูมิ  บ้านเกิดเมืองนอนคือ ผืนแผ่นดินไทย ปฏิบัติตนตามหน้าที่และสิทธิในฐานะพลเมืองดี  บำเพ็ญประโยชน์ต่อชาติบ้านเมือง  ดำรงไว้ซึ่งคุณธรรมจริยธรรมและวัฒนธรรม  ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของชาติ  ส่งเสริม  สนับสนุนหรือช่วยเหลือ  สร้างความเจริญก้าวหน้า  ความมั่นคงและรักเกียรติภูมิของชาติ
          ถือเป็นหน้าที่ของพลเมืองดี  ในการแสดงออกซึ่ง  ความรักชาติ 
          คุณธรรมที่จำเป็นจะต้องปลูกฝัง  อบรมเยาวชนไทย  ให้มีความรักชาติ คือ การเสริมสร้างคนดี  รู้รักสามัคคี  มีน้ำใจไมตรี  ซื่อสัตย์  สุจริต  และมีวัฒนธรรม
กนก  จันทร์ขจร.  ทางเดิน.  34 (144),  หน้า  79 

พระบรมราโชวาท
            " ... คนไทยรักษาชาติรักษาแผ่นดินเป็นปึกแผ่น มั่นคงมาได้ด้วยสติปัญญาความสามารถ และด้วย คุณความดีอิสรภาพ เสรีภาพความร่มเย็นเป็นสุข ตลอดจนความเจริญทุกอย่างที่มีอยู่บัดนี้ เรา ทั้งหลายในปัจจุบัน จึงต้องถือเป็นหน้าที่รับผิดชอบ อย่างสำคัญ ในอันที่จะรักษาคุณความ ดีพร้อมทั้งจิตใจที่เป็นไทยไว้ให้มั่นคง ตลอดไป ..."   
พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคม 
ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 
5 ธันวาคม 2521  

          "... คนไทยทุกคนควรภาคภูมิใจในความเป็นไทย คือเป็นพลเมืองของชาติที่มีเอกราชมามากกว่า 700 ปี นักเรียนไทยทุกคนจะสนองคุณ ชาติบ้านเมืองได้ในขณะที่อยู่ต่างประเทศก็โดย การวางตนเป็นผู้แทนที่ดีของประเทศ..."   
พระราชดำรัส พระราชทานแก่นักเรียนไทยในสหรัฐอเมริกา 
ณ โรงแรมพลาซ่านครนิวยอร์ค 8 มิถุนายน 2510  

          "... ความจงรักภักดีต่อชาตินั้น คือความสำนึก ตระหนักในคุณของแผ่นดินอันเป็นที่เกิด ที่อาศัยซึ่งทำให้บุคคลเกิดความภูมิใจในชาติ กำเนิดและมุ่งมั่นที่จะธำรงรักษาประเทศชาติ ไว้ให้เป็นอิสระมั่นคงตลอดไป ..."   
พระบรมราโชวาท ในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ 
และสวนสนามของทหารรักษาพระองค์  
ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2529

          "... ผู้ที่จะรักษาความเป็นไทยได้มั่นคงที่สุด ดีและเหมาะสมที่สุด ไม่มีใครอื่นนอก จากคนไทย เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ ณ แห่งใดคนไทยมีหน้าที่ต้องรักษาความเป็นไทย ได้เสมอ..."   
พระบรมราโชวาท พระราชทานแก่ 
สมาคมนักเรียนไทยในประเทศญี่ปุ่น 
27 กุมภาพันธ์ 2537  

          " ... ทุกๆ คนในชาติย่อมมีหน้าที่ที่จะต้อง ปฏิบัติ ถ้าแต่ละคนปฏิบัติหน้าที่ของตน ให้เป็น ผลดีที่สุดที่จะกระทำได้ ด้วยความรักชาติ และมีความสามัคคีกลมเกลียวกันแล้วชาติของเรา จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นสืบไป ..."   
พระบรมราโชวาท ในพิธีตรวจพลสวนสนาม 
เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา  
ณ ลานพระราชวังดุสิต 3 ธันวาคม 2504  
          "... ชาติบ้านเมือง คือ ชีวิตเลือดเนื้อและสมบัติของ เราทุกคนและการดำรงรักษาชาติประเทศนั้นมิ ใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่าย ทุกๆคนที่ จะต้องร่วมมือกระทำพร้อมกันไปโดยสอดคล้อง เกื้อกูลกัน.."   
พระบรมราโชวาท ในพิธีตรวจพลสวนสนาม 
8 มิถุนายน 2514  

          "... การที่จะช่วยชาติบ้านเมืองนั้นมีหลายทาง แต่ทางที่ดีที่สุดโดยแต่ละคนต่างทำ หน้าที่ ของตนโดยความซื่อสัตย์ สุจริต อดทน ทำ ให้กิจการต่างๆทุกด้านดำเนินไปด้วยดีนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับประเทศชาติ..."   
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะกรรมการ 
บริษัท สยามกลกาล จำกัด 
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 28 ธันวาคม 2522  

          "... บรรพชนไทย เป็นนักต่อสู้ผู้มีชีวิตจิตใจ ผูกพันปรองดองเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสามัคคี พร้อมเพรียงกัน ทุกเมื่อไม่ว่าจะทำการสิ่งใด บ้านเมืองไทยจึงมีเอกราชประชาอธิปไตย และมี ความสุขความสมบูรณ์ทุกอย่างมาจนกระทั่งทุกวันนี้ .."   
    
พระบรมราโชวาท ในพิธีสวนสนามของทหารรักษาพระองค์ 
3 ธันวาคม 2522 ณ ลานพระราชวังดุสิต 

          "... คนไทย แม้จะมีจิตใจรักความสะดวกสบาย และมักทำตามใจตัวกันเป็นปกติ แต่ก็มี ความสำนึกมั่นในชาติอยู่แทบทุกตัวคน ยามมีอันตรายเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง ก็รวมกัน ได้เหนียวแน่น ดังนั้น เราจึงมีชาติมีประเทศ อันตั้งมั่นโดยอิสระและเสรีมาช้านาน..."   
พระราชดำรัส ในการเสด็จออกมหาสมาคม 
เนื่องในงานพระราชพิธีเฉลิมพระเฉลิมชนมพรรษา 
5 ธันวาคม 2520

          "... ชาติบ้านเมือง คือ ชีวิตเลือดเนื้อและสมบัติของ เราทุกคนและการดำรงรักษาชาติประเทศนั้นมิ ใช่หน้าที่ของบุคคลผู้ใดหมู่ใดโดยเฉพาะ หากแต่เป็นหน้าที่ของทุกๆฝ่าย ทุกๆคนที่ จักต้องร่วมมือกระทำพร้อมกันไปโดยสอดคล้อง กัน และมีจุดมุ่งหมายอันร่วมกัน..."   
พระบรมราโชวาท พระราชทานในพิธีตรวจพลสวนสนาม 
เนื่องในงานพระราชพิธีรัชดาภิเษก 
8 มิถุนายน 2514  

          "... บ้านเมืองของเราเป็นปึกแผ่นมั่นคง มี อิสรภาพและความร่มเย็นเป็นสุขสืบมาช้านาน เพราะ เรามีความยึดมั่นในชาติ และร่วมแรงร่วมใจกันบำเพ็ญกรณียกิจต่างๆ ตามหน้าที่ ให้สอดคล้องเกื้อกูลกันเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของชาติ..."   
พระราชดำรัสในการเสด็จออกมหาสมาคม 
ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย 5 ธันวาคม 2512  

          "... ประเทศไทย เป็นประเทศที่อยู่มาเป็นเวลาช้านาน ได้ตกทอดมาเป็นสมบัติของทุกคนใน ปัจจุบัน จึงต้องช่วยกันทะนุถนอม ให้อยู่เย็นเป็นสุขต่อไป แม้จะมี สภาพสถานการณ์ต่างๆ แวดล้อมซึ่งอันตรายและทั้งโลกก็ ประสบปัญหาต่างๆ นานา ก็เชื่อได้ว่า พวกเราจะสามารถไปรอดได้ .."    
พระราชดำรัส ในโอกาสที่คณะรัฐมนตรีเข้าเฝ้าฯ 
ถวายสัตย์ปฏิญาณตน 
ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน 14 มีนาคม 2523  

          "... ทุกคนที่ทำหน้าที่ตามอาชีพของตน หรือ ตามหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่        อย่างเสียสละเพื่อให้ งานสำเร็จลุล่วงไปด้วยดีนั้น ก็เป็นสิ่งที่สร้างเสริมความดีแก่ประเทศชาติ ในตัว ..."   
พระราชดำรัส พระราชทานแก่คณะบุคคลต่างๆที่เข้าเฝ้าฯ 
ถวายชัยมงคล เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  
ณ ศาลาดุสิตาลัย 4 ธันวาคม 2518

          "... ไม่ว่าจะมีเหตุไม่ปรกติหรือปัญหาใดๆเกิด ขึ้น เราควรจะได้ทำความเข้าใจกันและ ร่วมกันคิดอ่านปฏิบัติแก้ไข ด้วยเหตุผลด้วยหลักวิชาการ และด้วยความบริสุทธิ์ จริงใจให้ทุกสิ่งทุกอย่างคลี่คลายลุล่วงไป เพื่อให้ประเทศชาติของเราก้าวหน้าต่อไปโดย สวัสดี..."  
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/258429